หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้

 

4.1 การวัด การวิเคราะห์ และการปรับปรุงผลการดำเนินการของสถาบัน
4.1ก. การวัดผลการดำเนินการ
4.1ก.(1) ตัววัดผลการดำเนินการ


ภาพที่ 4.1-1 การวัด การวิเคราะห์ และปรับปรุงผลการดำเนินการ

          สำนัก โดย คณะกรรมการบริหารสำนัก มีกระบวนการวัด วิเคราะห์ ทบทวน และปรับปรุงผลการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตามภาพที่ 4.1-1 เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทาง 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ 2) กำหนดตัวชี้วัดสำคัญในระดับยุทธศาสตร์ ระดับปฏิบัติการ และระดับบุคคล 3) ติดตามและรวบรวมผลการดำเนินงานตามรอบระยะเวลา 4) วิเคราะห์และทบทวนผลการดำเนินงาน 5) จัดลำดับประเด็นสำคัญเพื่อการปรับปรุง 6) สรุปและประเมินผลการดำเนินงานประจำปี และ 7) ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการวัด วิเคราะห์ และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยนำผลการวิเคราะห์และการทบทวนไปใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการ และตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และบริบทที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศสู่การตัดสินใจของผู้บริหาร การจัดสรรทรัพยากร และผลลัพธ์ในหมวด 7 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของสำนักอย่างเป็นระบบ
ตารางที่ 4.1-1 การวัด การวิเคราะห์ และการปรับปรุงผลการดำเนินการของสำนัก

ตัววัดที่สำคัญ

การวิเคราะห์

ความถี่

การนำไปใช้

ผู้รับผิดชอบ

ผลลัพธ์

ระดับกลยุทธ์

ตัววัดวิสัยทัศน์

G / T / C / R

รายปี / ราย 5 ปี

- ทบทวนวิสัยทัศน์และพันธกิจ – ทบทวนแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายองค์กร

ผู้นำระดับสูง / งานบริหารงานทั่วไป

7.5ข-1

ตัววัดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์

G / T / C / I

รายปี / รายไตรมาส

- ทบทวนวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และตัวชี้วัด - ใช้กำหนดแนวทางพัฒนาและจัดสรรทรัพยากร

ผู้นำระดับสูง / งานบริหารงานทั่วไป

7.4ก(5)-1
7.5ข-1

ระดับปฏิบัติการ

ตัววัดแผนปฏิบัติราชการประจำปี

G / T / RC

รายไตรมาส

- ปรับแผนงานและโครงการ - แก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ผู้นำระดับสูง / หัวหน้าหน่วยงาน

7.4ก(5)-1

ตัววัดด้านการเงินและงบประมาณ

F / G / I

รายไตรมาส / รายปี

- บริหารงบประมาณและควบคุมต้นทุน - ปรับการจัดสรรทรัพยากร

ผู้นำระดับสูง / หัวหน้าหน่วยงาน

7.5ข-2

ตัววัดกระบวนการทำงานที่สำคัญ Work System

Q / RC / T

รายไตรมาส

- ปรับปรุงกระบวนการทำงาน - ลดขั้นตอนและเพิ่มคุณภาพการให้บริการ

หน่วยงานเจ้าของกระบวนการ

7.1ก / 7.1ข

ตัววัดแผนปฏิบัติราชการประจำปี

G / T / RC

รายไตรมาส

- ปรับแผนงานและโครงการ - แก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ผู้นำระดับสูง / หัวหน้าหน่วยงาน

7.4ก(5)

ระดับบุคคล

ตัววัดตามแผน IDP

CA / CP / T

2 ครั้ง / ปี

- วางแผนพัฒนาบุคลากร - พัฒนาสมรรถนะรายบุคคล

งานบริหารงานทั่วไป / ผู้บังคับบัญชา

7.3ก(1)

วิธีวิเคราะห์ : G = Gap Analysis (การวิเคราะห์ช่องว่าง), T = Trend Analysis (การวิเคราะห์แนวโน้ม),
C = Competitive Analysis (การวิเคราะห์การแข่งขัน), CA = Competency Analysis (การวิเคราะห์สมรรถนะ),
CP = Capacity Analysis (การวิเคราะห์ขีดความสามารถ), CS = Check Sheet (แผ่นตรวจสอบ),
F = Financial Analysis (การวิเคราะห์ทางการเงิน), I = Impact Analysis (การวิเคราะห์ผลกระทบ),
R = Risk Analysis (การวิเคราะห์ความเสี่ยง), RC = Root Cause Analysis (การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา),
Q = Quality Control Tools (เครื่องมือควบคุมคุณภาพ)


4.1ก.(2) ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ
          สำนัก โดยคณะกรรมการบริหารสำนัก มีวิธีการเลือกข้อมูลและสารสนเทศเชิงเปรียบเทียบ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจระดับกลยุทธ์และระดับปฏิบัติการ โดยมีแนวทางในการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) วิเคราะห์
ตัววัด กระบวนการและผลลัพธ์ของสำนัก เพื่อกำหนดประเด็นเทียบเคียงและเปรียบเทียบเชิงแข่งขันกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2) กำหนดประเด็นเปรียบเทียบ คู่เทียบ และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตามตาราง OP-11 และ ตาราง OP-13 รวมถึงผลลัพธ์หมวด 7 3) ติดตามผลการดำเนินงาน ตามตัวชี้วัดเชิงเปรียบเทียบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ผ่านการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนัก 4) วิเคราะห์ช่องว่างด้านผลการดำเนินงาน เพื่อระบุ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนา และ 5) ทบทวนและปรับปรุงวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการ กระบวนการทำงาน และตัววัดให้สอดคล้องกับบริบทและผลการเปรียบเทียบ ตามภาพที่ 4.1-1 โดยนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบไปใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์ การจัดสรรทรัพยากร และพัฒนากระบวนการทำงานที่สำคัญ พร้อมถ่ายทอดสู่หน่วยงานและผู้รับผิดชอบทุกระดับ เพื่อยกระดับผลการดำเนินการและขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลการดำเนินการตามตัวชี้วัดเชิงเปรียบเทียบมีแนวโน้มดีขึ้น ตามผลลัพธ์หมวด 7
ตารางที่ 4.1-2 ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ

หลักเกณฑ์

รายละเอียด

1. อยู่ในกลุ่มสถาบันประเภทเดียวกัน

เลือกคู่เทียบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏในกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้มีบริบท ภารกิจ และกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน

2. มีผลการดำเนินงานสูงกว่าสถาบัน

เลือกสถาบันที่มีอันดับดีกว่า เพื่อใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาและลดช่องว่างผลการดำเนินงาน

3. เป็นผู้นำในประเด็นการแข่งขันนั้น ๆ

แต่ละคู่เทียบถูกเลือกตามความโดดเด่นเฉพาะด้าน เช่น การให้บริการด้านการศึกษา,
การให้บริการวิชาการและการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4. มีข้อมูลเปรียบเทียบที่ชัดเจน

ใช้ข้อมูลอันดับการแข่งขันที่ตรวจสอบได้และสามารถนำไปกำหนดค่าเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนปรับปรุงได้

5. เชื่อมโยงกับผลลัพธ์หมวด 7

ประเด็นการแข่งขันเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ตามเกณฑ์ EdPEx หมวด 7 โดยเฉพาะผลลัพธ์ด้านการนำองค์กร ธรรมาภิบาล สังคม การบริการวิชาการ และความยั่งยืน


4.1ข. การวิเคราะห์ ทบทวน และปรับปรุงผลการดำเนินการ
4.1ข.(1) และ 4.1ข(2)
          ผู้นำระดับสูงและบุคลากรสำนัก มีวิธีการในการวิเคราะห์และทบทวนผลการดำเนินการและขีดความสามารถของสำนักตามขั้นตอนที่ 4 ภาพที่ 4.1-1 โดยใช้เครื่องมือคุณภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัวชี้วัดที่สำคัญในทุกระดับ ครอบคลุมตัววัดระดับกลยุทธ์ อาทิ ตัวชี้วัดวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ตามตารางที่ 2.1-4 ระดับปฏิบัติการ อาทิ ตัวชี้วัดแผนปฏิบัติราชการประจำปี ตัวชี้วัดด้านการเงินและงบประมาณ และตัวชี้วัดกระบวนการทำงานที่สำคัญ (Work System) ตามตารางที่ 6.1-2 ระดับบุคคล อาทิ ตัวชี้วัดตามแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเพื่อประเมินความสำเร็จของสำนัก ในด้านผลการดำเนินงานเชิงการแข่งขัน สมรรถนะหลัก สถานะทางการเงิน และความก้าวหน้าในการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ ตามตารางที่ 4.1-1 และมีการนำผลการวิเคราะห์ไปศึกษาเรียนรู้และปรับปรุง โดยใช้ข้อค้นพบในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ และกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายได้อย่างเหมาะสม โดยกระบวนการดังกล่าวมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบตัวชี้วัดทุกระดับ การวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน และการตัดสินใจเชิงบริหาร เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และยกระดับผลลัพธ์ของสำนักอย่างต่อเนื่อง
ตารางที่ 4.1-3 การวิเคราะห์ ทบทวน และปรับปรุงผลการดำเนินการ

ประเด็นการวิเคราะห์
และทบทวน

วิธีการวิเคราะห์

การนำผลไปใช้ปรับปรุง

ผู้รับผิดชอบ

ผลลัพธ์

วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายองค์กร

วิเคราะห์แนวโน้ม ผลการดำเนินงาน การแข่งขัน และความเสี่ยง (G/T/C/R)

ทบทวนวิสัยทัศน์ แผนยุทธศาสตร์ และเป้าหมายองค์กร ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง

ผู้นำระดับสูง / งานบริหารงานทั่วไป

7.5ข-1
7.5ข-2

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และตัวชี้วัด

วิเคราะห์ช่องว่าง แนวโน้ม การแข่งขัน และผลกระทบ (G/T/C/I)

ปรับตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์

ผู้นำระดับสูง / งานบริหารงานทั่วไป

7.5ข-1
7.5ข-2

แผนปฏิบัติราชการและโครงการ

วิเคราะห์ผลการดำเนินงานเทียบแผน และสาเหตุของปัญหา (G/T/RC)

ปรับแผนงาน โครงการ และมาตรการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ผู้บริหารหน่วยงาน / หัวหน้าหน่วยงาน

7.5ข-1
7.5ข-2

การบริหารงบประมาณ และทรัพยากร

วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การใช้จ่ายและผลกระทบ (F/G/I)

ปรับการจัดสรรงบประมาณ ควบคุมต้นทุน และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร

ผู้นำระดับสูง / งานบริหารงานทั่วไป

7.5ก(1)-1
7.5ก(1)-2
7.5ก(1)-3
7.5ก(1)-4

กระบวนการทำงานที่สำคัญ

วิเคราะห์คุณภาพกระบวนการ และสาเหตุของปัญหา (Q/RC/T)

ปรับปรุงขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มคุณภาพการให้บริการ

หน่วยงานเจ้าของกระบวนการ

7.2ก(1)-1
7.2ก(1)-2
7.2ก(1)-6
7.2ก(1)-7
7.2ก(1)-8

การพัฒนาบุคลากรตามแผน IDP

วิเคราะห์สมรรถนะ และขีดความสามารถบุคลากร (CA/CP/T)

วางแผนพัฒนารายบุคคล และยกระดับสมรรถนะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์

ผู้นำระดับสูง / งานบริหารงานทั่วไป

7.3ก(1)-1
7.3ก(4)-1


4.2 การจัดการสารสนเทศ และการจัดการความรู้
4.2ก. ข้อมูล และสารสนเทศ
4.2ก.(1) คุณภาพ
          สำนัก โดย คณะกรรมการบริหารสำนักเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศของสำนักให้มีคุณภาพทั้งรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบอื่นเพื่อให้มั่นใจว่ามีความแม่นยำ ถูกต้องคงสภาพเชื่อถือได้และเป็นปัจจุบัน ตามตารางที่ 4.2-1 การจัดการข้อมูลและสารสนเทศที่มีคุณภาพ ส่งผลให้บุคลากร ผู้ส่งมอบ คู่ความร่วมมือ ผู้เรียน และลูกค้ากลุ่มอื่น มีความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบสารสนเทศ (7.1ข(2)-2)
ตารางที่ 4.2-1 การจัดการข้อมูลและสารสนเทศที่มีคุณภาพ

คุณลักษณะข้อมูล

วิธีการจัดการข้อมูล

ความถี่/วิธีการวัดผล

ผู้รับผิดชอบ

แม่นยำ

- กำหนดมาตรฐานการบันทึกข้อมูล (Data Standard)
- การตรวจทานโดยผู้ปฏิบัติงานรวมถึงการสุ่มตรวจสอบข้อมูล (Data Audit) อย่างเป็นระบบ

- ตรวจสอบความถูกต้องของการป้อนข้อมูลเป็นรายวัน
- รายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บริหาร
- การร้องขอแก้ไขข้อมูล

งานบริหารงานทั่วไป

ถูกต้อง

- ดำเนินการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูล
- ออกแบบโครงสร้างฐานข้อมูล
- กำหนดขั้นตอนการตรวจสอบก่อนบันทึก (Data Validation)
- กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงและแก้ไขข้อมูล (Access Control)

- ตรวจสอบความถูกต้องของการป้อนข้อมูลเป็นรายวัน /รายเดือน

งานบริหารงานทั่วไป

คงสภาพและน่าเชื่อถือ

- จัดให้มีระบบสำรองข้อมูล (Backup) และการกู้คืนข้อมูล (Disaster Recovery) อย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบระบบสำรองข้อมูล
เป็นรายวัน / รายเดือนหรือในกรณีข้อมูลสูญหาย และถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี

งานบริหารงานทั่วไป

เป็นปัจจุบันและ
ทันกาล

- update ข้อมูลสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ
- สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา (Real time)

รายวัน / รายเดือน

งานบริหารงานทั่วไป


4.2ก.(2) ความพร้อมใช้
          สำนัก โดยคณะกรรมการบริหารสำนัก มีวิธีการทำให้ข้อมูลและสารสนเทศมีความพร้อมใช้ในรูปแบบที่ใช้งานง่าย เชื่อถือได้และทันกาลสำหรับบุคลากร ผู้ส่งมอบ คู่ความร่วมมือ ผู้เรียน และลูกค้ากลุ่มอื่น มีการบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศเพื่อให้มี ความพร้อมใช้อย่างต่อเนื่อง (High Availability) รองรับการใช้งานทุกกลุ่ม โดยมุ่งเน้นให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ผ่านระบบสารสนเทศที่ได้มาตรฐาน มีการสำรองข้อมูล และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตามตารางที่ 4.2-2 ความพร้อมใช้ของข้อมูลและสารสนเทศ สำนัก มีการสำรองข้อมูลที่สำคัญ (7.1ข(2)-1) เพื่อให้มีความพร้อมใช้ส่งผลให้บุคลากร ผู้ส่งมอบ คู่ความร่วมมือ ผู้เรียน และลูกค้ากลุ่มอื่น มีความพึงพอใจต่อข้อมูลและสารสนเทศ (7.1ข(2)-2)
ตารางที่ 4.2-2 ความพร้อมใช้ของข้อมูลและสารสนเทศ

คุณลักษณะข้อมูล

วิธีการจัดการข้อมูล

ความถี่/วิธีการวัดผล

ผู้รับผิดชอบ

พร้อมใช้งาน

- มีระบบสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบ แบบฉุกเฉิน (Backup) แบบรายวัน
- มีระบบ Monitoring เพื่อตรวจสอบสถานะระบบแบบ Real-time
- มีการบำรุงรักษาเชิงป้องกันโดยการอัปเดตแพทช์ใหม่ ๆ เพื่อให้ซอฟต์แวร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพ

- วัดค่า Uptime ของระบบ (เป้าหมาย ≥ 99.5% ต่อปี)
- จำนวนครั้งที่ระบบหยุดชะงัก (Downtime Incident)
- ระยะเวลาในการกู้คืนระบบ (Recovery Time Objective: RTO)
- รายงานผลการทดสอบ การกู้คืนข้อมูล (Backup Restore Test) อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง

งานส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน

ใช้งานง่าย

- สำรวจความต้องการของผู้ใช้และออกแบบระบบสารสนเทศโดยยึดหลัก User-Centered Design การออกแบบที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและความต้องการของผู้ใช้ในทุกขั้นตอน
- ออกแบบระบบให้ใช้งานง่ายและรับรองการใช้งานทุก Platform
- จัดทำคู่มือ/วิดีโอการใช้งานและระบบช่วยเหลือ (Helpdesk)

- ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน
- จำนวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้งานระบบ
- ระยะเวลาเฉลี่ยในการเข้าถึงระบบ (Response Time)

งานบริหารงานทั่วไป

 

4.2ก.(3) ความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์



ภาพที่ 4.2-1 NIST Framework

          สำนัก โดยคณะกรรมการบริหารสำนัก ดำเนินการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยมีการใช้ทรัพยากรร่วมกับมหาวิทยาลัย ได้แก่ ข้อมูลสารสนเทศที่มีความอ่อนไหว สินทรัพย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบสำคัญของสำนัก ให้มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดยใช้แนวทางเชิงระบบตามกรอบ NIST Cybersecurity Framework ครอบคลุม 5 กระบวนการ ได้แก่ Identify, Protect, Detect, Respond และ Recover มีการระบุและประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การกำหนดมาตรการป้องกัน การเฝ้าระวังและตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ รวมถึงการตอบสนองและฟื้นฟูระบบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถลดผลกระทบและรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการ ทั้งนี้ มีการติดตามและประเมินผลด้วยตัวชี้วัดสำคัญ เช่น จำนวนเหตุการณ์โจมตีที่สำเร็จ และประสิทธิภาพในการรับมือภัยคุกคาม เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสารสนเทศมีความมั่นคงปลอดภัยและพร้อมรองรับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระบบสารสนเทศของสำนัก สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (7.1ข(2)-1) 1) การระบุ (IDENTIFY) ได้ดำเนินการระบุสินทรัพย์สารสนเทศที่มีความสำคัญต่อการให้บริการของสำนัก อย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ ระบบเครือข่ายหลัก (Core Network) อุปกรณ์เครือข่าย (Switch, Router, Firewall) ระบบแม่ข่าย (Server) ระบบเสมือน (Virtualization เช่น Proxmox) ฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ได้มีการจัดทำทะเบียนทรัพย์สินสารสนเทศ (IT Asset Inventory) พร้อมกำหนดระดับความสำคัญของระบบ (Criticality) และดำเนินการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การโจมตีแบบ DDoS การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต(Unauthorized Access) มัลแวร์และการรั่วไหลของข้อมูลเพื่อนนำผลไปใช้ในการกำหนดมาตรการและแผนการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเหมาะสม 2) การป้องกัน (PROTECT) มีการกำหนดมาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยติดตั้งและบริหารจัดการอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเครือข่าย เช่น Firewall ระบบตรวจจับและป้องกันการบุกรุก (IDS/IPS) รวมถึงการแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Segmentation) เพื่อจำกัดขอบเขตของความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบ (Access Control) ตามบทบาทหน้าที่ (Role-Based Access Control) การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) การอัปเดตแพตช์ระบบปฏิบัติการและซอฟแวร์อย่างสม่ำเสมอ (Patch Management) และการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยของระบบ (System Hardening) เพื่อป้องกันช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตี 3) การตรวจจับ (DETECT) มีการเฝ้าระวังและตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจัดให้มีการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจราจรเครือข่ายและ Log อย่างน้อย 90 วัน จากอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เช่น Firewall, และระบบสารสนเทศผ่านระบบบริหารจัดการ Log และเครื่องมือ Monitoring (SIEM,) 4) การตอบสนอง (RESPOND) เมื่อเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำนักมีการดำเนินการตรวจสอบการแก้ไขและการตอบสนองครอบคลุมการวิเคราะห์เหตุการณ์การจำกัดขอบเขตความเสีย (Containment) การแก้ไขปัญหา (Eradication) และการสื่อสารแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องโดยมีการกำหนดช่องทางการแจ้งเหตุและการรายงานสถานการณ์ เพื่อให้สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและลดผลกระทบต่อการให้บริการ 5) การกู้คืน (RECOVER) ภายหลังการจัดการเหตุการณ์ สำนัก ดำเนินการฟื้นฟูระบบสารสนเทศให้กลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็วโดยมีระบบสำรองข้อมูล (Backup) ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายไว้ และตั้งค่าสำรองข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายปลายทางกำหนดระยะเวลาในการสำรองทุก 24 ชั่วโมง ภายใน 1 วัน มีไฟล์จำนวน 1 ไฟล์ เมื่อเกิดความเสียหายผู้ดูแลระบบสามารถกู้คืนข้อมูลสารสนเทศได้ทันทีเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำข้อมูลกลับมาใช้งานได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน (7.1ข(2)-1)

4.2ข. ความรู้ของสถาบัน
4.2ข.(1) การจัดการความรู้


ภาพที่ 4.2-2 การสร้างและการจัดการความรู้

          สำนัก โดย คณะกรรมการบริหารสำนัก มีวิธีการสร้างและการจัดการความรู้ของสำนัก ตามภาพที่ 4.2-2 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ (KM Team) มีผู้อำนวยการสำนัก เป็นประธาน มีผู้บริหาร บุคลากรในสำนัก ร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินงาน ซึ่งได้กำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ของสำนัก (KM Vision) คือ "ร่วมใจก้าวสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้" วัตถุประสงค์ (Objectives & Goals of KM) มุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) พัฒนาองค์กร มุ่งเน้นการบรรลุวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ 2) พัฒนากระบวนการทำงาน มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต และ 3) พัฒนาคน มุ่งเน้นพัฒนาคนให้เกิดการเรียนรู้ ยกระดับในการพัฒนาตนเอง มีความคล่องตัวในการทำงาน พึงพอใจต่อการทำงาน และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมการทำงานใหม่
สำนัก มีกระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) บ่งชี้ความรู้ ประชุมคณะกรรมการบริหารสำนัก จัดทำแผน KM เพื่อกำหนดประเด็นความรู้ของสำนัก โดยพิจารณาองค์ความรู้ที่สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของสำนัก และกระบวนการทำงานที่สำคัญขององค์กร (Work System)
2) สร้างและแสวงหาความรู้ มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบตามแผน KM ดำเนินการสร้างและแสวงหาความรู้ เช่น การฝึกอบรม การพัฒนาบุคลากร การ Benchmarking การถอดบทเรียน การสกัดความรู้ เป็นต้น ตามกรอบระยะเวลากำหนดในแผน 3) การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ มีการจัดทำแบบฟอร์มการจัดเก็บและรวบรวมองค์ความรู้ ให้ผู้รับผิดชอบองค์ความรู้แต่ละประเด็นเขียนรายงานเพื่อให้มีรูปแบบเดียวกัน และรวบรวมและจัดเก็บองค์ความรู้ของสำนักไว้ในรูปแบบเอกสารองค์ความรู้ และเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนัก ตามลิงค์ (https://oass.sskru.ac.th/OASS.html) 4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ มีการปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบเอกสารให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และจัดทำเป็นรูปเล่มองค์ความรู้ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ 5) การเข้าถึงความรู้ มีการรวบรวมและจัดเก็บองค์ความรู้ของสำนักไว้ในรูปแบบเอกสารองค์ความรู้ และเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนัก ตามลิงค์ (https://oass.sskru.ac.th/OASS.html) เพื่อให้สืบค้น เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว
6) แบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการจัดกิจกรรมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างฝ่ายงานภายในสำนัก นอกเหนือจากนั้นยังมีระบบพี่เลี้ยง ระบบข้ามสายงาน ฯลฯ และ 7) การเรียนรู้ มีการนำองค์ความรู้จากการอบรม และความรู้จากแนวปฏิบัติที่ดีไปใช้ในการพัฒนาสำนักตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ตามตารางที่ 4.2-3
ตารางที่ 4.2-3 แผนการจัดการความรู้

ยุทธศาสตร์

ความรู้ที่ต้องมี

ผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมาย
(ต่ำ/กลาง/สูง)

มี/ไม่มี

ผู้ใช้องค์ความรู้

ประเภทองค์ความรู้

แหล่งความรู้

SO1

เทคนิคการส่งหลักสูตรเพื่อการรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลักสูตรการศึกษา (CISA)

สูง

มี

อาจารย์
/เจ้าหน้าที่

Explicit Knowledge

สป.อว.

SO2

เทคนิคการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

สูง

ไม่มี

อาจารย์
/เจ้าหน้าที่

Explicit Knowledge

งานบริการวิชาการ

SO3

เทคนิคการใช้โซเซียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์

กลาง

ไม่มี

อาจารย์/เจ้าหน้าที่

Explicit Knowledge

งานบริหารทั่วไปสำนักส่งเสริมฯ

 

4.2ข.(2) วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ


ภาพที่ 4.2-3 การบริหารจัดการวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ

          KM Team มีวิธีการค้นหาหน่วยงานหรือการปฏิบัติที่มีผลการดำเนินการที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทั้งภายในและภายนอกองค์กร และแบ่งปันวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของสถาบัน ตามภาพที่ 4.2-3 โดยมีแนวทางในการดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ค้นหาความโดดเด่น (Search & Identify) โดยการวิเคราะห์และใช้ข้อมูล Trend Analysis จากหน่วยงานที่มีตัวชี้วัด (KPIs) ผลสัมฤทธิ์สูงผิดปกติ (Outliers ในทางบวก) เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายที่มี "ผลงานโดดเด่น" ติดตามบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับรางวัลระดับชาติ/นานาชาติ และโครงการ KM ที่ช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อนำมาเป็นต้นแบบ (Role Model) 3) แลกเปลี่ยนและแบ่งปัน (Show & Share) สร้างพื้นที่ให้เกิดการซักถามและการถ่ายทอดเทคนิคเชิงลึก ส่งเสริมให้มีการเข้ามาศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงรวบรวมข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยน มาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น 2) คัดเลือกและรับรอง (KM Awards) จัดประกวดผลงานแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ภายใต้โครงการการประกวดสุดยอดแนวปฏิบัติที่ดี (KM Awards) ปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดเลือกและรับรอง โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาที่เน้น Root Cause Analysis คัดเลือกตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และมอบรางวัลสำหรับผู้มีผลงานโดดเด่น เพื่อพิสูจน์ว่าผลงานนั้นมาจากวิธีการที่ดี เป็นระบบ สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ไม่ใช่ความบังเอิญหรือดูแค่ผลลัพธ์ โดยผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องสังเคราะห์วิธีปฏิบัติในรูปแบบ "เอกสาร/คู่มือ" นอกเหนือจากนั้น สถาบันยังมีการจัดทำ "สื่อดิจิทัล" คลังความรู้ (KM Repository) เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่ายเพื่อให้หน่วยงานอื่นนำไปปรับใช้ได้ 3) แลกเปลี่ยนและแบ่งปัน (Show & Share) จัดงานมหกรรมวิชาการ/นิทรรศการ (Marketplace) เพื่อสร้างพื้นที่ให้เกิดการซักถามและถ่ายทอดเทคนิคเชิงลึก (Tacit Knowledge) ยกระดับจากนิทรรศการทั่วไปเป็น "ตลาดนัดความรู้" ส่งเสริมให้หน่วยงานที่มี Gap เข้ามาศึกษาดูงานจากหน่วยงานที่เป็นต้นแบบ (Best Practice Owners) โดยตรง และรวบรวมข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเพื่อนำมาปรับปรุงตัวนวัตกรรมหรือวิธีการให้ดียิ่งขึ้น

4.2ค. การมุ่งสร้างนวัตกรรม
          สำนัก โดยคณะกรรมการบริหารสำนัก มีแนวทางในการมุ่งสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน โดยบูรณาการข้อมูลจากการรับฟังผู้เรียน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามหัวข้อ 3.1ก ร่วมกับข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ตามตาราง OP15 และข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ตามตารางที่ 2.1-1 และ ตารางที่ 4.1.1 เพื่อกำหนดประเด็นนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของพื้นที่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำนัก ดำเนินการสร้างนวัตกรรมผ่าน 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) วิเคราะห์ความต้องการและโอกาสเชิงกลยุทธ์ (2) กำหนดเป้าหมายและแนวทางนวัตกรรม (3) สนับสนุนทรัพยากร บุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ (4) ติดตามและประเมินผลลัพธ์ของนวัตกรรม และ (5) นำผลไปเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงกับการออกแบบหลักสูตรและการบริการ ตามหัวข้อ 3.1ข(2) ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมสำคัญ อาทิ หลักสูตรและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบบสารสนเทศการบริการวิชาการ ตามตารางที่ 2.1-2 ซึ่งเชื่อมโยงกับผลลัพธ์หมวด 7 เพื่อใช้วัดความสำเร็จและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง